Header Ads

#สังคมจะน่าอยู่ ถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกัน! #แท็กซี่ฮีโร่ ช่วยเหลือคนป่วย-พิการ อุ้มขึ้นรถฟรีมากว่า 22 ปี จนวันหนึ่งฟ้าประทานสิ่งนี้ให้เขา !! ปรบมือให้รัวๆ! (ชมภาพ).

Loading...
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ "สุวรรณฉัตร พรหมชาติ" เชื่อว่าเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงของญาติพี่น้องที่มีผู้ป่วยติดเตียงในย่านกรุงเทพจำนวนมาก เพราะกว่า 22 ปีมาแล้ว ที่ชายหนุ่มผู้นี้ อุทิศตัวในการเป็นผู้รับ-ส่ง บริการ ทั้งอุ้ม ทั้งแบกผู้ป่วยจากเตียงนอนในบ้านถึงโรงพยาบาล และรับกลับบ้าน



แท็กซี่คู่ชีพที่มีสติ๊กเกอร์ข้อความหลังรถว่า "สังคมจะน่าอยู่ ถ้าทุกคนเมตตาต่อกัน คนพิการ อัมพฤกษ์ อัมพาตช่วยเหลือฟรี" และ "ช่างมัน ไม่เป็นไร ขอบใจ ขอโทษ ให้บริการดุจญาติมิตร ถือศีลเป็นสุข ถือสาเป็นโทษ" หากไปจอดหน้าบ้านใคร นั่นหมายถึงบ้านนั้นมีผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 22 ปี ของการอุทิศตัวในงานบริการแบบไม่คิดมูลค่า ด้วยการรับ-ส่งผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในการพาไปพบแพทย์ ไปโรงพยาบาลตามหมอนัด สุวรรณฉัตร บอกว่า มีหลายรายที่รับส่งจนตายจากกันไปเลย ทุกอย่างที่ทำล้วนเกิดมาจากจิตใจที่มองบุคคลอื่นเสมือนญาติ



จากประสบการณ์ในวัยเยาว์ "สุวรรณฉัตร" เกิดในครอบครัวที่ยากจน พ่อ-แม่ แยกทางกันตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์ เขาเล่าว่า เมื่อเรียนถึง ป.3 ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เพื่อบวชเณร เพราะฐานะที่บ้านยากจนมาก บวชเณรแล้วเรียนจนจบนักธรรมตรีจึงออกเดินทางตามหาพ่อ ซึ่งได้ข่าวว่าอยู่ที่หาดใหญ่จุดเริ่มต้นเดินทางคือวัดมะนาวหวาน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปพบคุณลุงขับรถตู้มาสอบถามเณรน้อยถึงการเดินทาง



เมื่อทราบวัตถุประสงค์ คุณลุงรถตู้ให้บริการแบบไม่คิดค่ารถ แถมถวายปัจจัยไว้ให้อีก 100 บาท เป็นประสบการณ์มุมบวกที่ สุวรรณฉัตร ได้รับจากสังคมในด้านการเป็นพุทธบริษัทที่ปฏิบัติต่อนักบวช และเมื่อเติบโตขึ้นมาประกอบอาชีพโชเฟอร์แท็กซี่ สุวรรณฉัตร ไม่เคยละเลย เมื่อพบเจอผู้ทรงศีล ไม่ว่าจะเป็น พระ เณร ชี เป็นต้องนิมนต์ขึ้นรถและไปส่งฟรี



จุดเริ่มต้นชีวิต โชเฟอร์แท็กซี่ใจพระ

ส่วนจุดเริ่มของการช่วยเหลือผู้ป่วย เกิดจากประสบการณ์มุมบวกจากสังคมที่หยิบยื่นน้ำใจเล็กน้อยให้ เช่นเดียวกัน หลังการสึกจากเณร ในวัย 15 ปี สุวรรณฉัตร เริ่มออกหางานทำใจมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพโดยรถไฟ แต่โชคไม่ดีถูกหลอกให้ลงจากรถไฟที่ชุมพร โดยนายหน้าค้าแรงงาน หลอกพาไปทำงานในเรือประมง ในวันแรกของการลงเรือก็โชคร้ายเกิดอุบัติเหตุถูกเรือหนีบขา เป็นแผลขนาดใหญ่ ถึงขนาดเห็นกระดูก แต่ก็ถูกบังคับให้ลงเรือประมงออกไปทำงาน เพราะเขาจ่ายค่าหัวคิวไปแล้ว 8 วันที่ทำงานบนเรือ กับขาที่เป็นแผลไม่มีทั้งการรักษาไม่มียา เหมือนอยู่ในนรก ถูกบังคับให้ทำงานหนักแผลก็อักเสบมีไข้ แต่ก็ทนทำงานจนกระทั่งเรือกลับเข้าฝั่ง



เมื่อเรือกลับเข้าฝั่ง สุวรรณฉัตร เล่าว่าออกอุบายบอกว่าจะไปส่งของให้ลูกค้าแล้วถือโอกาสหนี มาเจอโชเฟอร์สองแถวใจดี ให้นั่งรถฟรีไปส่งที่สถานีรถไฟชุมพร ระหว่างอยู่สถานีรถไฟชุมพรนอนให้แมลงวันตอมแผล ไม่มีใครสนใจ คงเห็นว่าเป็นเด็กเร่ร่อน จนกระทั่งถึงเย็นมีกลุ่มแรงงานอีสานเข้ามาไถ่ถาม แล้วไปซื้อข้าวมาให้กิน ซื้อตั๋วรถไฟให้กลับบ้าน แถมเรี่ยไรเงินรวมกันเป็นเงินประมาณ 300 บาท ให้ติดตัวไป เป็นความซาบซึ้งในน้ำใจของผู้มาช่วยเหลือแม้ไม่ใช่ญาติ ซึ่งเป็นความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในความรู้สึกของเด็กชายวัย 15 ปี ที่อยู่ในความทุกข์แสนสาหัสการได้รับความช่วยเหลือแม้เพียงน้อยนิดจากน้ำใจอันยิ่งใหญ่ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ




เข้ากรุงหมายเริ่มชีวิตทำงาน

สุวรรณฉัตร เริ่มต้นชีวิตการทำงานในเมืองหลวง ด้วยการเป็นคนงานในโรงกระดาษ ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นงานหนัก รับค่าแรงวันละ 70 บาท จึงพยายามมองหางานใหม่ที่มีรายได้ดีกว่า จึงไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นงานที่มีอาหารและที่พักพร้อม หากแต่ทำงานไปจนครบ 1 เดือน กลับไม่ได้รับเงินเดือน ระหว่างที่ทำงานก็เห็นว่ามีหลายครั้งที่มีคนถูกทำร้ายทุบตี แล้วก็หายหน้าไป



แต่คิดว่าคนที่ถูกทำร้าย ถูกซ้อมเป็นคนร้ายที่ถูกจับได้ ทำงานเป็นยามอยู่ 4 เดือนเต็ม ก็ยังไม่ได้รับเงินเดือนค่าแรง จึงตัดสินใจไปหาเจ้าของบริษัทที่บ้าน พอทราบว่ามาทวงถามค่าแรงก็เลยถูกจับใส่กุญแจมือ พร้อมทำร้ายร่างกาย ในที่สุดเขาต้องออกจากงานนี้ โดยไม่ได้ค่าแรงเพื่อแลกกับอิสรภาพการไม่แจ้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ตามที่ถูกข่มขู่ ทราบทีหลังว่าเจ้าของบริษัทยามแห่งนี้คือนายตำรวจคนนี้นั่นเอง




เริ่มอาชีพโชเฟอร์แท็กซี่

หลังออกจากการเป็นยาม สุวรรณฉัตร ในวัย 18 ปี นึกถึงอาชีพขับแท็กซี่ ทั้งที่ตัวเองยังขับรถไม่เป็น แล้วถือว่าเป็นโชคดีของเขา เมื่อไปเจอ "เฮียหมง" เจ้าของอู่แท็กซี่ใจดีย่านมไหศวรรย์ ที่ให้เขาได้เรียนรู้อาชีพการขับแท็กซี่ แรกๆ มือใหม่หัดขับก็มีชนเล็ก ชนน้อย หากแต่เจ้าของอู่ก็ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ ยังให้เขาขับต่อไป แม้ว่าในช่วงแรกการขับแท็กซี่จะไม่มีรายได้มากพอ เนื่องจากยังไม่รู้เส้นทาง ให้ผู้โดยสารเป็นผู้บอกทางเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปความเชี่ยวชาญในเส้นทางมากขึ้น รู้แหล่งหาผู้โดยสาร ก็ทำให้ เขาสามารถดึงรถแท็กซี่ไปขับมือเดียว มีรายได้เพียงพอแถมยังเหลือส่งให้แม่



จิตอาสาเริ่มก่อตัว

สุวรรณฉัตร เล่าว่าจากประสบการณ์ด้านบวกในอดีต ที่เคยได้รับน้ำใจจากสังคมแม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเขาตลอดเวลาไม่ว่าจะลุงรถตู้ใจดีที่ให้บริการเณรน้อยนั่งรถฟรี แถมปัจจัยอีก 100 บาท ที่ทุกวันนี้เขายังสำนึกในน้ำใจพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานส่งบุญไปให้ตลอดเวลากว่า 20 ปี หรือกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวอีสานที่ซื้ออาหารมาให้ พร้อมตั๋วรถไฟให้เขาเดินทางกลับบ้าน และยังเรี่ยไรเงินจำนวน 300 บาทให้กับเขาในยามเจ็บป่วยครั้งนั้น



เมื่อมาขับแท็กซี่หากพบเจอพระภิกษุ เณร ชี รอรถอยู่ เขาจะเข้าไปนิมนต์ผู้ทรงศีลขึ้นรถ และพาไปส่งฟรียังจุดหมาย ซึ่งก็มีบางท่านปฏิเสธเพราะกลัวเป็นมิจฉาชีพก็มี ส่วนการเริ่มรับผู้ป่วย เกิดจากวันหนึ่งรับคุณลุงท่านหนึ่งเป็นผู้พิการนั่งรถเข็น พอรับขึ้นรถแกก็บ่นว่าอยากฆ่าตัวตาย พูดซ้ำหลายรอบ แกคงลำบากเวลาไปไหน แท็กซี่ก็คงไม่จอดรับแกง่ายๆ เพราะมีรถเข็นด้วย เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็นึกถึงตอนที่ตัวเองนอนหมดหวังอยู่ที่สถานีรถไฟชุมพร ความรู้สึกอยากจะช่วยคนป่วยที่สิ้นหวังจึงเกิดขึ้น



กว่า 22 ปี กับงานอุทิศตนเพื่อผู้ป่วย

หลายครั้งที่สุวรรณฉัตร กลับเข้าบ้านโดยไม่มีรายได้จากการขับแท็กซี่เลย เพราะมีคิวผู้ป่วยรับ-ส่ง ทั้งวัน แต่นั่นคือความสุขที่เขาได้รับ ความสุขจากการให้ วันนั้นคือวันที่ชีวิตที่มีประโยชน์จากการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นที่ไร้ความสามารถแม้แต่จะพยุงตัวเอง

"บางคนที่ผมไปอุ้ม พาไปโรงพยาบาล อดีตเป็นนายตำรวจ นายทหาร หรือบางคนมีฐานะดี แต่หมดกำลังแล้ว ช่วยตัวเองหรือช่วยคนในครอบครัวไม่ได้แล้ว และผมก็ไม่รังเกียจผู้ป่วยเหล่านั้น แม้ว่าจะเดินไม่ได้ เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอุจจาระ ปัสสาวะ ผู้ป่วยบางคนผ่าตัดมีถุงขับถ่ายไว้หน้าท้อง ผู้ป่วยบางรายที่นอนติดเตียงมีแผลกดทับมีเลือด มีน้ำเหลืองน้ำหนอง ผมก็ยินดีทำให้ด้วยใจ หลายรายที่ช่วยรับส่งจนตายจากกัน และทุกวันนี้ก็ยังได้พูดคุยกับลูกหลานหรือญาติผู้ป่วยกันอยู่ บางรายเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วญาติก็ได้มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็นมาให้ ซึ่งผมก็นำไปมอบต่อให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ผมคิดว่าถ้าผมตาย ผมก็ไม่เสียดายชีวิตครับ เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด ผมไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรผมทำเต็มที่ครับ」



ความดีส่งผลพบรักคุณหมอคู่ชีวิต

ในด้านชีวิตส่วนตัว สุวรรณฉัตร เล่าว่า เขาจดทะเบียนสมรส กับ พญ.จำเนียร สุวรรณชาติ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ รพ. พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา คุณหมอจำเนียร จบแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่น 30 สำเร็จการศึกษาในปี 2536 ซึ่งสุวรรณฉัตร บอกว่า ก่อนจะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คุณหมอ เป็นผู้หนึ่งที่มีน้ำใจโอนเงินมาสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการจิตอาสามาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเป็นความเข้าใจ ผูกพันนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันเป็นคู่ชีวิต โดยชีวิตประจำวันปกติ คุณหมอทำงานในเวลาราชการปกติ 5 วัน ส่วนวันหยุดราชการ คุณหมอจะมาช่วยผู้ป่วยในเรื่องการเตรียมเอกสารสำหรับผู้ที่จะไปยื่นขอบัตรประจำตัวคนพิการ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกทำให้ผู้ป่วยจัดเตรียมเอกสารได้พร้อม และใช้เวลาในการยื่นขอได้รวดเร็วขึ้น



คืนดวงตาให้กับคุณพ่อ

สุวรรณฉัตร เล่าถึงชีวิตพ่อกับแม่ว่า แม้จะเลิกรากันไปตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์แม่ และต่อมาพ่อไปมีครอบครัวใหม่ แต่สุดท้ายพ่อกับแม่ ก็ได้กลับมาคืนดีใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอีกครั้งจนถึงขณะนี้ โดยปัจจุบันพ่อกับแม่ อาศัยอยู่ที่จังหวัดพัทลุง หลายปีที่ผ่านมาคุณพ่ออยู่ในโลกมืด โดยดวงตาข้างหนึ่งถูกตะปูที่กำลังตอกดีดใส่ตา ส่วนอีกข้างหนึ่งฝ้าฟางลงไปเรื่อยๆ จนถึงกับมองไม่เห็น ซึ่งทุกคนก็หมดหวังแล้วคิดว่าพ่อคงตาบอดไปแล้ว

ต่อมาภรรยาคุณหมอจำเนียร ได้พาพ่อไปตรวจและรักษา จนกระทั่งได้เข้าร่วมเป็นผู้ป่วยในโครงการของมูลนิธิ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อผ่าตัดต้อกระจก ขณะนี้ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อย และกลับมามองเห็นเป็นปกติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์กับครอบครัวอย่างยิ่ง



แท็กซี่คันใหม่จาก "ปิติ ภิรมย์ภักดี"

ในปี 2559 ที่ผ่านมา ปิติ ภิรมย์ภักดี แสดงความจำนงในการบริจาครถยนต์คันใหม่มาใช้ทดแทนคันเดิม ซึ่งเหลือระยะเวลาในการเป็นแท็กซี่อีก 1 ปี รถยนต์คันใหม่ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการรับส่งผู้ป่วยไว้พร้อม

ส่วนรถแท็กซี่คันแรกในชีวิตนั้น สุวรรณฉัตร ส่งเข้าอู่ไปทำเครื่อง พร้อมทำสีใหม่ เปลี่ยนป้ายทะเบียน และถวายให้วัดมะนาวหวาน วัดที่เขาเคยบวชเณรในวัยเด็ก เพื่อไปใช้ในศาสนกิจ นอกจากนี้ในปัจจุบัน มีผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก โอนเงินเข้ามาร่วมในการทำความดีของเขา ทำให้มีรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ หากผู้ป่วยรายไหนที่ต้องการใช้บริการก็สามารถโทร.สอบถามได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 08 7331 5421 หมายเลขทะเบียนรถ 1 มก. 9977




"เมตตา" สิ่งที่อยากเห็นจากสังคมไทย

สุวรรณฉัตร ให้มุมมองต่อสังคมไทยว่า แม้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมาเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ เพราะต้องใช้ความเสียสละเป็นอย่างแรก เพราะอย่างที่ทำอยู่นี้ รถมีค่าใช้จ่ายทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าดูแลรักษารถยนต์ รวมถึงอื่นๆ อีกมาก และโดยเฉพาะการเสียสละเรื่องเวลา การเสียสละตัวเอง ไปอุ้มผู้ป่วย เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย หรือในเวลาดึกดื่นที่ญาติผู้ป่วยโทรมาขอให้ไปรับก็ต้องไป

เพราะฉะนั้น จึงต้องการให้ทุกคนทำความดีตามที่ถนัด สิ่งที่ทำได้ใกล้ตัว หรือทำความดีไปพร้อมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบหรือในอาชีพของตัวเอง เช่นคนขับแท็กซี่ก็เต็มใจในการให้บริการ เป็นแม่ค้าก็ไม่เอาเปรียบลูกค้า เป็นข้าราชการก็ซื่อสัตย์ไม่ทุจริตคดโกง มองเพื่อนร่วมชาติเหมือนญาติพี่น้อง เอื้ออาทรให้ความเห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตาต่อกัน ทุกคนจะมีคุณค่าต่อสังคม

"ถ้านึกไม่ออกถึงการทำความดี ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ ท่านทรงงานหนักถึง 70 ปี มีโครงการกว่า 4,000 โครงการ เป็นสิ่งที่ท่านทำเป็นตัวอย่างให้เห็นมาตลอดครับ"

ข้อมูลและภาพจาก thethaipress
Powered by Blogger.